ปวดเมื่อยหลังทำงานหนัก ควรพัก ยืด และดูแลกล้ามเนื้ออย่างไร
อาการปวดเมื่อยหลังทำงานหนักอาจเกิดขึ้นหลังการยกของ เดินหรือยืนเป็นเวลานาน ทำงานบ้าน ใช้แรงซ้ำ ๆ หรืออยู่ในท่าเดิมต่อเนื่อง เช่น นั่งหน้าคอมพิวเตอร์หรือขับรถเป็นเวลานาน อาการมักปรากฏเป็นความตึง ล้า หรือปวดเฉพาะบริเวณที่ใช้งาน โดยเฉพาะคอ บ่า ไหล่ หลัง แขน ต้นขา และน่อง
อาการปวดกล้ามเนื้อจากการใช้งานมักสัมพันธ์กับความตึง การใช้งานมากเกินไป หรือการบาดเจ็บจากงานที่ต้องออกแรง อย่างไรก็ตาม อาการปวดกล้ามเนื้ออาจเกิดจากยา การติดเชื้อ หรือภาวะสุขภาพอื่นได้เช่นกัน จึงไม่ควรสรุปสาเหตุด้วยตนเองหากอาการรุนแรง เกิดขึ้นทั่วร่างกาย หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย
บทความนี้กล่าวถึงอาการปวดเมื่อยจากการใช้งานทั่วไป ไม่ครอบคลุมการบาดเจ็บรุนแรง กระดูกหัก ข้อเคลื่อน หรือภาวะที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
แนวทางพัก ยืด และดูแลกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อย หลังทำงานหนัก

แยกอาการเมื่อยทั่วไปออกจากการบาดเจ็บเฉียบพลัน
อาการเมื่อยจากการใช้งานทั่วไปมักมีลักษณะตึง ล้า หรือปวดบริเวณกล้ามเนื้อที่ใช้งาน โดยยังสามารถเคลื่อนไหวได้และไม่มีอาการบวม ช้ำ หรือผิดรูปอย่างชัดเจน
ในทางตรงกันข้าม หากอาการเกิดขึ้นทันทีหลังยกของผิดท่า ลื่นล้ม บิดตัว หรือได้รับแรงกระแทก และมีอาการต่อไปนี้ ควรพิจารณาว่าอาจเป็นการบาดเจ็บเฉียบพลัน ไม่ใช่เพียงอาการเมื่อยทั่วไป
- ปวดแหลมหรือปวดรุนแรงทันที
- มีอาการบวม ช้ำ หรือกดเจ็บมาก
- ไม่สามารถใช้งานหรือรับน้ำหนักได้ตามปกติ
- รู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนแรงผิดปกติ
- มีอาการชา เสียวซ่า หรือปวดร้าว
- บริเวณที่บาดเจ็บผิดรูปหรือเคลื่อนไหวได้ลดลงมาก
อาการบวม ช้ำ อ่อนแรง และไม่สามารถใช้งานบริเวณที่บาดเจ็บได้ตามปกติ เป็นลักษณะที่พบได้ในภาวะกล้ามเนื้อหรือเอ็นบาดเจ็บ และอาจต้องได้รับการประเมินเพิ่มเติม
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับอาการปวดเมื่อย
การใช้แรงมากหรือใช้กล้ามเนื้อซ้ำ
การยก แบก ผลัก หรือดึงสิ่งของ รวมถึงการทำงานที่ต้องใช้กล้ามเนื้อกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดจากการใช้งานมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มปริมาณงานอย่างรวดเร็วหรือใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสม
ผู้ที่ทำงานลักษณะดังกล่าวควรสลับหน้าที่ พักเป็นช่วง และลดการบิดตัวขณะถือของหนัก หากต้องยกสิ่งของ ควรจัดตำแหน่งสิ่งของให้อยู่ใกล้ลำตัวและหลีกเลี่ยงการฝืนยกเกินกำลัง
การอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน
การนั่ง ยืน ก้ม หรือขับรถในท่าเดิมต่อเนื่องอาจทำให้กล้ามเนื้อบางส่วนต้องเกร็งค้าง โดยเฉพาะคอ บ่า ไหล่ หลัง และสะโพก
ควรเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ จัดโต๊ะ เก้าอี้ และหน้าจอให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงหลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนในท่าเดิมจนเกิดอาการปวดชัดเจน
ความตึงและความเครียด
ความเครียดอาจสัมพันธ์กับความตึงของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณคอ บ่า และไหล่ แต่ไม่ควรอธิบายว่าเป็นสาเหตุเดียวของอาการปวดทุกกรณี หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือมีความผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินแทนการสรุปว่าเกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว
ควรพักกล้ามเนื้ออย่างไร
การพักที่เหมาะสมหมายถึงการลดกิจกรรมที่ทำให้อาการเพิ่มขึ้น ไม่จำเป็นต้องหยุดเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นเวลานาน หากสามารถขยับได้โดยไม่มีอาการปวดแหลมหรือปวดเพิ่มขึ้น อาจเคลื่อนไหวเบา ๆ เพื่อป้องกันความตึงและข้อยึดติด
แนวทางเบื้องต้นประกอบด้วย
- หยุดกิจกรรมหนักหรือท่าทางที่ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้น
- เปลี่ยนอิริยาบถและสลับกลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้งาน
- ขยับร่างกายในช่วงการเคลื่อนไหวที่ไม่ทำให้เจ็บ
- หลีกเลี่ยงการฝืนยกของหรือออกกำลังกายหนักขณะที่ยังปวด
- ค่อย ๆ กลับไปทำกิจกรรมเมื่ออาการดีขึ้น
หากขยับแล้วปวดแหลม บวมเพิ่ม หรือรู้สึกอ่อนแรง ควรหยุดและประเมินอาการก่อน ไม่ควรฝืนทำกิจกรรมต่อ
ควรยืดกล้ามเนื้ออย่างไรให้ปลอดภัย
การยืดเบา ๆ อาจเหมาะกับอาการตึงจากการใช้งานหรือการอยู่ในท่าเดิม แต่ไม่ควรยืดบริเวณที่มีอาการบวม ช้ำ เจ็บแหลม หรือสงสัยว่ากล้ามเนื้อฉีกขาด
ควรยืดในช่วงที่รู้สึกตึงแต่ไม่เจ็บ โดยเคลื่อนไหวอย่างช้า ๆ ไม่เด้งหรือกระชาก และหยุดทันทีหากอาการปวดเพิ่มขึ้น การยืดอย่างอ่อนโยนหลังพักเป็นเวลานานอาจช่วยลดความตึงในผู้ที่มีอาการจากการใช้งานมากเกินไปได้
หลักการยืดเบื้องต้น
- เริ่มจากช่วงการเคลื่อนไหวสั้น ๆ
- ค่อย ๆ ยืดจนรู้สึกตึงเล็กน้อย
- หายใจตามปกติและไม่กลั้นหายใจ
- ไม่กด ดึง หรือบิดบริเวณที่เจ็บ
- หยุดเมื่อมีอาการปวดแหลม ชา หรือปวดร้าว
- ไม่ควรให้ผู้อื่นออกแรงดัดกล้ามเนื้อโดยไม่มีความรู้
ควรใช้ความเย็นหรือความอุ่น
การเลือกใช้ความเย็นหรือความอุ่นควรพิจารณาจากลักษณะอาการ ไม่ควรใช้ทั้งสองวิธีโดยไม่ประเมินว่าเป็นอาการตึงทั่วไปหรือการบาดเจ็บเฉียบพลัน
ความเย็นสำหรับอาการบาดเจ็บใหม่ที่มีบวม
หากอาการเกิดขึ้นหลังได้รับบาดเจ็บใหม่และมีบวม ช้ำ หรืออักเสบ อาจใช้ถุงเย็นหรือเจลเย็นที่ห่อด้วยผ้า ประคบครั้งละไม่เกินประมาณ 20 นาที และไม่ควรวางน้ำแข็งสัมผัสผิวโดยตรง
ในช่วงสองถึงสามวันแรกหลังการบาดเจ็บ ควรหลีกเลี่ยงความร้อนและการนวดแรง เพราะอาจทำให้อาการบวมเพิ่มขึ้น
ความอุ่นสำหรับอาการตึงที่ไม่มีบวม
ความอุ่นอาจเหมาะกับอาการตึงหรือแข็งจากการอยู่ในท่าเดิม โดยควรใช้ความอุ่นในระดับสบาย ไม่ร้อนจัด และไม่ใช้ในบริเวณที่มีบวม ช้ำ แผลเปิด หรือมีการรับความรู้สึกลดลง
หากไม่แน่ใจว่าอาการเกิดจากการบาดเจ็บหรือเป็นเพียงความตึง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนและการนวดแรงจนกว่าจะประเมินอาการได้ชัดเจน
การนวดควรทำเมื่อใด
การนวดเบา ๆ อาจช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายในกรณีที่เป็นความตึงจากการใช้งานทั่วไป แต่ไม่ควรนวดบริเวณที่เพิ่งได้รับบาดเจ็บ มีอาการบวม ช้ำ แดง ร้อน หรือปวดรุนแรง
ควรหยุดนวดทันทีหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดแหลมหรือปวดเพิ่มขึ้น
- ชาหรือเสียวซ่า
- ปวดร้าวลงแขนหรือขา
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- บวมเพิ่มขึ้นหลังนวด
- ผิวหนังแดง ร้อน หรือมีแผล
การนวดเป็นเพียงแนวทางช่วยลดความไม่สบายในบางกรณี ไม่สามารถใช้ยืนยันสาเหตุหรือทดแทนการตรวจรักษาได้
การดื่มน้ำกับอาการปวดเมื่อย
ควรดื่มน้ำและของเหลวให้เหมาะสมกับสุขภาพ อากาศ และกิจกรรม โดยเฉพาะเมื่อทำงานกลางแจ้งหรือเสียเหงื่อ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกล่าวว่าการดื่มน้ำช่วยเพิ่มการไหลเวียนหรือใช้รักษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยตรง
หากมีอาการกระหายน้ำมากผิดปกติ ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลีย ควรพิจารณาแยกจากอาการปวดเมื่อยและปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ตามความเหมาะสม
เมื่อใดควรพบแพทย์
ควรปรึกษาแพทย์หากอาการปวดกล้ามเนื้อไม่ดีขึ้นภายในสองถึงสามวัน เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือรบกวนการเคลื่อนไหวและการใช้ชีวิตประจำวัน MedlinePlus แนะนำให้พบผู้ให้บริการสุขภาพเมื่ออาการปวดกล้ามเนื้อนานเกินสามวัน มีอาการปวดรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการบวมและแดงรอบบริเวณที่ปวด
ควรเข้ารับการประเมินโดยเร็วหากมีอาการต่อไปนี้
- ปวดรุนแรงหรือปวดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีบวม ช้ำ แดง หรือร้อนมาก
- มีไข้ร่วมกับอาการปวด
- มีอาการชา เสียวซ่า หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
- ไม่สามารถขยับหรือใช้งานบริเวณดังกล่าวได้
- ปวดหลังอุบัติเหตุหรือได้ยินเสียงแตก
- บริเวณที่บาดเจ็บผิดรูป
- ผิวหนังบริเวณที่บาดเจ็บซีด คล้ำ หรือเย็นผิดปกติ
- มีหายใจลำบาก กลืนลำบาก หรืออ่อนแรงเฉียบพลัน
อาการผิดรูป ชา เสียวซ่า ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือเย็น และไม่สามารถรับน้ำหนักได้ อาจสัมพันธ์กับการบาดเจ็บที่ต้องได้รับการตรวจโดยเร่งด่วน
หากอาการเกิดหลังอุบัติเหตุหรือมีข้อเท้าบิดผิดท่า สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ ข้อเท้าพลิกควรทำอย่างไรในช่วงแรก และเมื่อไรควรพบแพทย์
ข้อมูล BH Herbal Spray ตามหน้าผลิตภัณฑ์
ผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ BH Herbal Spray ควรอ่านฉลากและเอกสารกำกับผลิตภัณฑ์ก่อนใช้
หน้าผลิตภัณฑ์ของตราใบห่อในปัจจุบันระบุรูปแบบการใช้ว่า “พ่น ถู นวดบริเวณที่มีอาการ” มีขนาด 30 และ 100 มิลลิลิตร และแสดงทะเบียนเลขที่ G 565/66 พร้อมข้อความสรรพคุณเกี่ยวกับการบรรเทาอาการปวดเมื่อย
สรุป
อาการปวดเมื่อยหลังทำงานหนักมักสัมพันธ์กับการใช้งานกล้ามเนื้อมากเกินไป การทำงานซ้ำ หรือการอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน การดูแลเบื้องต้นควรเริ่มจากลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ ขยับร่างกายอย่างนุ่มนวล และยืดเฉพาะในช่วงที่รู้สึกตึงแต่ไม่เจ็บ
หากเป็นการบาดเจ็บใหม่และมีบวม ควรหลีกเลี่ยงความร้อนและการนวดแรง ส่วนความอุ่นอาจใช้กับอาการตึงที่ไม่มีบวม ช้ำ หรืออาการผิดปกติ หากอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้น มีอาการชา อ่อนแรง ไข้ บวมแดง หรือไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน
สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ตามฉลาก และช่องทางจำหน่ายทาง LINE LINE ตราใบห่อ@trabaihor หากมีข้อสงสัยด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ โปรดอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาก่อนใช้
ติดตามข้อมูลจากตราใบห่อได้ทาง
Website : https://baihor.com/
Youtube :@baihorchanel2177
Facebook : Facebook ตราใบห่อBrandBaihor
Line : LINE ตราใบห่อ@trabaihor
แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
- MedlinePlus, U.S. National Library of Medicine — Muscle aches: https://medlineplus.gov/ency/article/003178.htm
- NHS — Sprains and strains: https://www.nhs.uk/conditions/sprains-and-strains/
- American Academy of Orthopaedic Surgeons — Heat or Ice for Your Pain?: https://www.orthoinfo.org/globalassets/pdfs/heat-or-ice-for-your-pain-infographic_final.pdf
- ตราใบห่อ — BH Herbal Spray: https://baihor.com/product/bh-herbal-spray/
เขียนโดย: ทีมบรรณาธิการตราใบห่อ

