ท้องผูก ถ่ายยาก ควรเริ่มดูแลจากอาหาร น้ำ และพฤติกรรมอย่างไร
ท้องผูกหรือถ่ายยากเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยอาจสังเกตได้จากอุจจาระแข็ง แห้ง หรือเป็นก้อน ต้องออกแรงเบ่งมาก รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือขับถ่ายน้อยกว่าปกติของตนเอง อาการเหล่านี้อาจทำให้แน่นท้อง ไม่สบายตัว และส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน
ความถี่ในการขับถ่ายของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน การประเมินอาการท้องผูกจึงไม่ควรพิจารณาจากจำนวนครั้งที่ขับถ่ายเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาร่วมกับลักษณะอุจจาระ ความยากในการขับถ่าย การออกแรงเบ่ง และความรู้สึกว่าถ่ายไม่หมดด้วย
การดูแลเบื้องต้นอาจเริ่มจากการปรับอาหาร เพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดื่มของเหลวให้เหมาะสม เคลื่อนไหวร่างกาย และสร้างนิสัยขับถ่ายที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม อาการท้องผูกอาจมีสาเหตุจากยา โรคประจำตัว หรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารได้ จึงไม่ควรสรุปสาเหตุด้วยตนเองหากอาการเป็นต่อเนื่องหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย
บทความนี้ให้ข้อมูลสำหรับการดูแลเบื้องต้นในผู้ใหญ่ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากแพทย์ เภสัชกร หรือนักกำหนดอาหาร
แนวทางดูแล ท้องผูก จากอาหาร น้ำ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
ท้องผูกหรือถ่ายยากมีลักษณะอย่างไร
อาการที่อาจพบร่วมกับภาวะท้องผูก ได้แก่
- ขับถ่ายน้อยกว่าปกติของตนเอง
- อุจจาระแข็ง แห้ง หรือเป็นก้อน
- ต้องออกแรงเบ่งมากหรือรู้สึกเจ็บขณะขับถ่าย
- รู้สึกว่าขับถ่ายออกไม่หมด
- มีอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรือปวดท้องร่วมด้วย
แหล่งข้อมูลของ NIDDK ระบุว่า อาการท้องผูกอาจรวมถึงการขับถ่ายน้อยกว่าสามครั้งต่อสัปดาห์ แต่อาการดังกล่าวต้องประเมินร่วมกับความแข็งของอุจจาระ ความยากในการขับถ่าย และความรู้สึกถ่ายไม่สุด ไม่ควรใช้จำนวนครั้งเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว
หากรูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนจากเดิม เกิดขึ้นต่อเนื่อง หรือกลับมาเป็นซ้ำ ควรบันทึกความถี่ ลักษณะอุจจาระ อาหารที่รับประทาน ยาที่ใช้อยู่ และอาการร่วม เพื่อใช้ประกอบการปรึกษาแพทย์

เริ่มปรับอาหารด้วยการเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ใยอาหารมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระและทำให้อุจจาระเคลื่อนผ่านระบบทางเดินอาหารได้สะดวกขึ้น แหล่งใยอาหารที่เหมาะสม ได้แก่
- ผักหลากหลายชนิด
- ผลไม้ทั้งผล
- ข้าวกล้องและธัญพืชไม่ขัดสี
- ข้าวโอ๊ตและผลิตภัณฑ์โฮลเกรน
- ถั่วเมล็ดแห้งและเมล็ดพืช
- ถั่วเปลือกแข็งในปริมาณที่เหมาะสม
NIDDK แนะนำให้เพิ่มใยอาหารทีละน้อยเพื่อให้ร่างกายปรับตัว เนื่องจากการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วอาจทำให้บางคนมีอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีแก๊สมากขึ้น
ผู้ที่เดิมรับประทานผักและผลไม้น้อยอาจเริ่มจากการเพิ่มผักในมื้อหลัก เลือกผลไม้ทั้งผลเป็นอาหารว่าง หรือเปลี่ยนธัญพืชขัดสีบางส่วนเป็นธัญพืชไม่ขัดสี ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอาหารทั้งหมดในคราวเดียว
หากเพิ่มใยอาหารแล้วมีอาการปวดท้อง ท้องอืดมาก หรืออาการท้องผูกรุนแรงขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เนื่องจากการเพิ่มใยอาหารอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคหรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารบางประเภท
ลดอาหารที่มีใยอาหารต่ำ
การรับประทานอาหารแปรรูป อาหารจานด่วน ขนมขบเคี้ยว หรืออาหารที่มีผักและธัญพืชน้อยเป็นประจำ อาจทำให้ได้รับใยอาหารไม่เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทุกชนิดอย่างเด็ดขาด แต่ควรจัดมื้ออาหารให้สมดุลและมีแหล่งใยอาหารมากขึ้น
NIDDK ยกตัวอย่างอาหารที่มีใยอาหารน้อยหรือแทบไม่มีใยอาหาร เช่น อาหารจานด่วน เนื้อสัตว์บางมื้อ อาหารสำเร็จรูป และขนมแปรรูป ซึ่งควรรับประทานร่วมกับผัก ผลไม้ หรือธัญพืชที่เหมาะสม
แต่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้เป็นสาเหตุของอาการท้องผูกในทุกคน เพราะการตอบสนองต่ออาหารอาจแตกต่างกัน ผู้ที่มีอาการเป็นประจำอาจบันทึกอาหารและการขับถ่ายเพื่อหาความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกับตนเอง
ดื่มน้ำและของเหลวให้เหมาะกับสภาพร่างกาย
เมื่อเพิ่มใยอาหาร ควรได้รับน้ำและของเหลวอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีและช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรกำหนดว่าทุกคนต้องดื่มน้ำวันละ 6–8 แก้ว เนื่องจากความต้องการของแต่ละคนขึ้นอยู่กับขนาดร่างกาย สุขภาพ กิจกรรม สภาพอากาศ และข้อจำกัดทางการแพทย์
อาจดื่มน้ำหรือของเหลวเป็นระยะตลอดวัน โดยเพิ่มความใส่ใจในวันที่อากาศร้อน มีกิจกรรมที่ทำให้เสียเหงื่อ หรือมีการเพิ่มใยอาหารในมื้ออาหาร
ผู้ที่มีโรคหัวใจ โรคไต หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดปริมาณน้ำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรเพิ่มปริมาณน้ำด้วยตนเองเพียงเพราะมีอาการท้องผูก
การสังเกตสีปัสสาวะอาจให้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะขาดน้ำได้บางส่วน แต่ไม่สามารถใช้วินิจฉัยสาเหตุของอาการท้องผูกได้ หากมีอาการกระหายน้ำผิดปกติ ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ หรืออ่อนเพลียมาก ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
ไม่ควรกลั้นอุจจาระเมื่อรู้สึกอยากขับถ่าย
การเพิกเฉยต่อความรู้สึกอยากขับถ่ายเป็นประจำอาจเกี่ยวข้องกับอาการท้องผูกได้ เมื่อรู้สึกอยากขับถ่ายควรเข้าห้องน้ำโดยไม่เลื่อนออกไปเป็นเวลานาน และควรจัดเวลาให้เพียงพอโดยไม่เร่งรีบหรือกดดันตนเอง
ควรหลีกเลี่ยงการนั่งในห้องน้ำนานโดยไม่มีความรู้สึกอยากขับถ่าย รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกแรงเบ่งต่อเนื่อง เพราะอาจทำให้รู้สึกไม่สบายและเพิ่มแรงดันบริเวณทวารหนัก
สร้างกิจวัตรการขับถ่ายที่เหมาะสม
บางคนอาจขับถ่ายได้สะดวกขึ้นเมื่อกำหนดช่วงเวลาให้สม่ำเสมอ เช่น หลังอาหารเช้า เนื่องจากการรับประทานอาหารสามารถกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ได้ ควรเลือกช่วงเวลาที่ไม่เร่งรีบและให้ร่างกายตอบสนองตามธรรมชาติ
ไม่จำเป็นต้องฝืนขับถ่ายให้ได้ทุกวัน หากยังไม่มีความรู้สึกอยากถ่าย แต่ควรสังเกตความเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบปกติของตนเอง
จัดท่านั่งขับถ่ายให้ผ่อนคลาย
ขณะขับถ่ายควรวางเท้าให้มั่นคง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ และหลีกเลี่ยงการกลั้นหายใจหรือเบ่งรุนแรง การใช้ที่วางเท้าขนาดเตี้ยเพื่อยกเข่าให้สูงกว่าสะโพกเล็กน้อยอาจช่วยให้บางคนอยู่ในท่าที่สะดวกขึ้น
ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว หรือมีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหวควรคำนึงถึงความปลอดภัย ไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่ไม่มั่นคงหรือมีความเสี่ยงต่อการลื่นล้ม
เคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมออาจช่วยบรรเทาอาการท้องผูกในบางคน โดยเฉพาะผู้ที่นั่งทำงานหรือนอนเป็นเวลานาน ไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายหนัก อาจเริ่มจากการเดินหรือทำกิจกรรมที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
ควรเลือกกิจกรรมตามอายุ สุขภาพ และข้อจำกัดของแต่ละบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือไม่ได้ออกกำลังกายมาเป็นเวลานานควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มกิจกรรมที่มีความหนักมากขึ้น
ตรวจสอบยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่
ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิดอาจทำให้อาการท้องผูกเกิดขึ้นหรือรุนแรงขึ้น เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ธาตุเหล็ก ยาลดกรดบางชนิด ยาบางกลุ่มที่ใช้รักษาความดันโลหิต หรือยาบางประเภทที่ใช้กับโรคทางระบบประสาทและสุขภาพจิต
หากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่เกี่ยวข้องกับอาการท้องผูก ไม่ควรหยุดยา ลดขนาดยา หรือเปลี่ยนวิธีใช้ด้วยตนเอง ควรนำรายชื่อยาและผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไปปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
เมื่อใดควรพบแพทย์
หากอาการไม่ดีขึ้นหลังปรับอาหาร น้ำ และพฤติกรรม หรือเกิดขึ้นเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ
ควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีอาการท้องผูกร่วมกับอาการต่อไปนี้
- มีเลือดออกทางทวารหนักหรือมีเลือดในอุจจาระ
- ปวดท้องต่อเนื่องหรือรุนแรง
- อาเจียน
- ไม่สามารถผายลมได้
- มีไข้
- น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
- รูปแบบการขับถ่ายเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
- อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตนเอง
อาการเตือนไม่ควรประเมินจากจำนวนวันที่ไม่ขับถ่ายเพียงอย่างเดียว หากมีเลือด ปวดท้องต่อเนื่อง อาเจียน หรือผายลมไม่ได้ ควรได้รับการประเมินโดยไม่ต้องรอให้อาการครบระยะเวลาที่กำหนด
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ ท้องผูกแบบไหนควรพบแพทย์ และไม่ควรปล่อยไว้นาน
การใช้ยาระบายหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร
หากการปรับอาหารและพฤติกรรมยังไม่ช่วย ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลือกใช้ยาระบาย เพราะยาระบายมีหลายประเภทและเหมาะกับสาเหตุหรือสภาพร่างกายที่แตกต่างกัน
NIDDK และ NHS ระบุว่ายาระบายบางชนิดอาจใช้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นประจำหรือเพิ่มขนาดด้วยตนเอง หากต้องพึ่งยาระบายเพื่อให้ขับถ่ายได้เป็นเวลานาน ควรพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุ
ผู้ที่ต้องการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ยาระบาย ชนิดแคปซูล ตราใบแก้ว ควรตรวจสอบส่วนประกอบ สรรพคุณ วิธีใช้ ขนาดรับประทาน เลขทะเบียน และคำเตือนจากฉลากหรือเอกสารกำกับยาฉบับจริงก่อนใช้
สรุป
การดูแลอาการท้องผูกหรือถ่ายยากเบื้องต้นควรเริ่มจากการเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดื่มน้ำและของเหลวให้เหมาะกับสุขภาพ ไม่กลั้นอุจจาระ จัดเวลาขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ และเคลื่อนไหวร่างกายตามความเหมาะสม
ความถี่ในการขับถ่ายแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล จึงควรให้ความสำคัญกับความเปลี่ยนแปลงจากปกติ ลักษณะอุจจาระ ความยากในการขับถ่าย และอาการร่วม หากปรับพฤติกรรมแล้วอาการไม่ดีขึ้น เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือมีเลือด ปวดท้องต่อเนื่อง อาเจียน ผายลมไม่ได้ มีไข้ หรือน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมิน
สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ตามฉลาก และช่องทางจำหน่ายทาง LINE LINE ตราใบห่อ@trabaihor หากมีข้อสงสัยด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ โปรดอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาก่อนใช้
ติดตามข้อมูลจากตราใบห่อได้ทาง
Website : https://baihor.com/
Youtube :@baihorchanel2177
Facebook : Facebook ตราใบห่อBrandBaihor
Line : LINE ตราใบห่อ@trabaihor
แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases: https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/constipation/symptoms-causes
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases: https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/constipation/eating-diet-nutrition
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases: https://www.niddk.nih.gov/health-information/digestive-diseases/constipation/treatment
- National Health Service: https://www.nhs.uk/conditions/constipation/
เขียนโดย: ทีมบรรณาธิการตราใบห่อ

