เป็นหวัดตอนอากาศเปลี่ยน เกิดจากอากาศโดยตรงหรือมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
พอเข้าสู่ช่วงที่อากาศร้อนสลับฝน ตอนเช้าเย็นลง หรืออุณหภูมิเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มมีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ หรือรู้สึกไม่สบายตัว จนคุ้นเคยกับคำว่า “เป็นหวัดเพราะอากาศเปลี่ยน” แต่ในทางสุขภาพควรแยกให้ชัดว่า ไข้หวัดธรรมดาเกิดจากการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ ไม่ได้เกิดจากอากาศเย็นหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียว CDC ระบุว่ามีไวรัสทางเดินหายใจมากกว่า 200 ชนิดที่สามารถทำให้เกิดอาการหวัด และ rhinovirus เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม ช่วงที่อากาศเปลี่ยนอาจทำให้เรารู้สึกว่าป่วยง่ายขึ้นได้จากหลายปัจจัยที่เกิดพร้อมกัน เช่น การอยู่ในพื้นที่ปิดร่วมกับคนอื่นมากขึ้น การสัมผัสเชื้อทางเดินหายใจ การพักผ่อนเปลี่ยนไป หรือเยื่อบุจมูกตอบสนองต่ออุณหภูมิและความชื้นที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของอากาศยังสามารถกระตุ้น non-allergic rhinitis ในบางคน ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล จาม หรือมีน้ำมูกไหลลงคอได้โดยไม่ได้เกิดจากไข้หวัดเลยก็ได้ NHS ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความชื้นเป็นหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นภาวะดังกล่าว
ดังนั้น เมื่อมีอาการช่วงอากาศเปลี่ยน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่รีบสรุปว่า “โดนลมแล้วเป็นหวัด” แต่ควรดูว่าอาการเข้ากับการติดเชื้อทางเดินหายใจหรือไม่ มีอาการแพ้หรือระคายจมูกมากกว่าไหม และมีสัญญาณอื่นที่ควรได้รับการประเมินหรือเปล่า เมื่อแยกภาพรวมได้ชัดขึ้น การดูแลตัวเองก็จะเหมาะกับอาการมากกว่า
ไข้หวัดธรรมดามักมีอาการแบบไหน
ไข้หวัดธรรมดาเป็นการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนบน อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ น้ำมูกไหล คัดจมูก จาม เจ็บคอ ไอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเล็กน้อย และอาจรู้สึกอ่อนเพลีย อาการมักค่อย ๆ เริ่มและชัดขึ้นในช่วง 2–3 วันแรก โดยในผู้ใหญ่และเด็กโตอาจมีไข้ต่ำหรือไม่มีไข้ก็ได้ CDC ระบุว่าหวัดสามารถเกิดได้ตลอดทั้งปี แม้ไวรัสทางเดินหายใจบางชนิดจะมีช่วงที่พบมากขึ้นตามฤดูกาลก็ตาม
NHS ให้ข้อมูลในทิศทางเดียวกันว่าอาการหวัดมักค่อย ๆ เกิดในช่วงประมาณ 2–3 วัน และส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับจมูกและลำคอ เช่น คัดจมูก น้ำมูก จาม เจ็บคอ เสียงแหบ ไอ และรู้สึกไม่สบายตัว ซึ่งต่างจากไข้หวัดใหญ่ที่มักทำให้รู้สึกไม่สบายมากกว่าและเริ่มอาการเร็วกว่า หากมีไข้สูง ปวดเมื่อยมาก หรือรู้สึกอ่อนเพลียจนทำกิจวัตรแทบไม่ได้ จึงไม่ควรรีบเรียกรวมว่าเป็น “หวัดจากอากาศเปลี่ยน” อย่างเดียว

อากาศเปลี่ยนแล้วจามหรือคัดจมูก อาจไม่ใช่หวัดทุกครั้ง
อาการจาม น้ำมูกไหล และคัดจมูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ นอกจากไข้หวัดแล้ว ยังอาจเกิดจากภูมิแพ้หรือเยื่อบุจมูกไวต่อสิ่งกระตุ้น หากอาการเกิดทันทีเมื่ออากาศเย็นลง เข้าออกห้องแอร์ หรือความชื้นเปลี่ยน และไม่มีอาการอ่อนเพลีย เจ็บคอ หรือปวดเมื่อยร่วมด้วย ก็ควรพิจารณาความเป็นไปได้ของ rhinitis ร่วมด้วย NHS ระบุว่า non-allergic rhinitis สามารถถูกกระตุ้นจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความชื้น ควัน กลิ่นน้ำหอม การออกกำลังกาย และปัจจัยอื่นได้
ในทางกลับกัน หากมีอาการคันตา น้ำตาไหล จามต่อเนื่อง และสัมพันธ์กับฝุ่น ละอองเกสร หรือสิ่งกระตุ้นเฉพาะ อาจเข้ากับอาการแพ้มากกว่า CDC ระบุว่าละอองเกสรสามารถทำให้เกิดจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล รวมถึงตาแดง คันตา หรือน้ำตาไหลได้ จุดสำคัญคือไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยด้วยตัวเองให้ได้ทันที แต่การสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อไรและมีอะไรเกิดร่วมกัน จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรดูแลเบื้องต้นหรือควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ถ้าเริ่มมีอาการหวัด ควรพักก่อนหรือยังทำกิจกรรมได้ตามปกติ
หากเริ่มมีน้ำมูก เจ็บคอ หรือรู้สึกอ่อนเพลีย สิ่งแรกที่ควรทำคือประเมินว่าร่างกายยังพร้อมทำกิจกรรมมากน้อยแค่ไหน หากอาการเล็กน้อยและไม่มีไข้ อาจยังทำกิจวัตรเบา ๆ ได้ แต่ควรลดกิจกรรมที่ใช้แรง ไม่ควรฝืนออกกำลังกายหนักหรือนอนดึกต่อเนื่อง NHS แนะนำให้พักให้เพียงพอและดื่มของเหลวให้เหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลไข้หวัดที่บ้าน
การพักไม่ได้หมายความว่าต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดทั้งวัน แต่ควรให้ความสำคัญกับการนอนให้เป็นเวลา ลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น และสังเกตว่าหลังพักแล้วอาการดีขึ้นหรือแย่ลง หากมีไข้หรือรู้สึกไม่พร้อมทำงานตามปกติ ควรพักอยู่บ้านตามความเหมาะสมและลดการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น เพราะไวรัสทางเดินหายใจสามารถแพร่ผ่านละอองจากการไอหรือจาม รวมถึงการสัมผัสพื้นผิวหรือมือที่ปนเปื้อนแล้วสัมผัสตา จมูก หรือปากได้
ดื่มน้ำอย่างไรเมื่อมีน้ำมูก เจ็บคอ หรือรู้สึกไม่สบาย
เมื่อมีอาการหวัด บางคนจะรู้สึกคอแห้ง ปากแห้ง หรือไม่อยากรับประทานอาหารเหมือนปกติ การได้รับของเหลวตามความต้องการของร่างกายจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดปริมาณเดียวกันสำหรับทุกคน NHS แนะนำให้ดื่มของเหลวเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ และเลือกรับประทานอาหารตามปกติเท่าที่ทำได้
หากเจ็บคอ อาจเลือกน้ำหรือเครื่องดื่มที่อุณหภูมิรับได้และไม่ทำให้คอระคายมากขึ้น บางคนรู้สึกสบายกับเครื่องดื่มอุ่น ขณะที่บางคนชอบน้ำอุณหภูมิห้อง สิ่งสำคัญคือยังสามารถดื่มได้ตามปกติ ผู้ที่มีโรคประจำตัวซึ่งแพทย์กำหนดให้จำกัดน้ำ เช่น โรคหัวใจหรือโรคไตบางกรณี ควรยึดคำแนะนำเฉพาะของตนเอง ไม่ควรเพิ่มปริมาณน้ำมากเกินไปเพียงเพราะกำลังเป็นหวัด
น้ำผึ้งใช้กับอาการไอได้หรือไม่
CDC ระบุว่าน้ำผึ้งอาจช่วยบรรเทาอาการไอในผู้ใหญ่และเด็กอายุอย่างน้อย 1 ปีได้ แต่ ไม่ควรให้น้ำผึ้งแก่เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี หากมีอาการไอมากหรือไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ไม่ควรพึ่งเครื่องดื่มหรือวิธีดูแลที่บ้านเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาระยะเวลาของอาการและอาการอื่นร่วมด้วย
คัดจมูกและน้ำมูกช่วงอากาศเปลี่ยน ควรดูแลอย่างไร
อาการคัดจมูกสามารถทำให้นอนหลับไม่สบาย หายใจทางปาก หรือรู้สึกเหมือนมีน้ำมูกไหลลงคอ หากเป็นอาการจากหวัด ส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามเวลา และสามารถดูแลอาการเบื้องต้นได้ NHS กล่าวถึงการพัก ดื่มน้ำ และการใช้ผลิตภัณฑ์บรรเทาอาการบางประเภทตามคำแนะนำของเภสัชกร ส่วน CDC แนะนำ saline nasal spray หรือ drops และการใช้เครื่องเพิ่มความชื้นที่สะอาดเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลอาการคัดจมูก
หากจะใช้ยาลดคัดจมูกหรือยาหวัด ควรอ่านส่วนประกอบให้ครบ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่รวมตัวยาหลายชนิด เพราะอาจมีตัวยาซ้ำกับยาที่ใช้อยู่แล้ว NHS ระบุว่าสเปรย์ลดคัดจมูกบางประเภทไม่ควรใช้ต่อเนื่องเกินระยะที่กำหนด เพราะอาจทำให้อาการคัดจมูกกลับแย่ลงได้ ผู้ที่ตั้งครรภ์ มีโรคประจำตัว หรือใช้ยาประจำควรสอบถามเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลือกผลิตภัณฑ์
อากาศเย็นไม่ใช่เหตุผลให้เริ่มยาปฏิชีวนะเอง
เพราะไข้หวัดธรรมดาเกิดจากไวรัส ยาปฏิชีวนะจึงไม่ได้มีบทบาทกับหวัดทั่วไป CDC ระบุชัดว่ายาปฏิชีวนะไม่ออกฤทธิ์ต่อไวรัสที่ทำให้เกิดไข้หวัด และไม่ช่วยให้อาการหวัดดีขึ้น แม้น้ำมูกจะเปลี่ยนเป็นสีขาว เหลือง หรือเขียวหลังผ่านไปสองสามวัน ก็ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
ไม่ควรนำยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนหรือของผู้อื่นมารับประทานเอง หากแพทย์ประเมินว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียและสั่งยา นั่นจึงเป็นอีกสถานการณ์หนึ่ง การใช้ยาโดยไม่จำเป็นอาจทำให้เกิดผลไม่พึงประสงค์และมีส่วนต่อปัญหาเชื้อดื้อยาได้
ช่วงอากาศเปลี่ยนควรระวังการแพร่เชื้อให้คนในบ้าน
หากอาการเกิดจากไวรัสทางเดินหายใจ การดูแลตัวเองควรทำควบคู่กับการลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนอื่น โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ควรล้างมือบ่อย ๆ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ทิ้งกระดาษทิชชูหลังใช้ และหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว หรือของส่วนตัวร่วมกัน NHS ระบุว่าไวรัสหวัดสามารถแพร่ผ่านการไอ จาม มือ และพื้นผิวที่สัมผัสร่วมกันได้
แม้อาการจะยังไม่รุนแรง หากมีไข้หรือรู้สึกไม่พร้อมทำกิจกรรมตามปกติ การพักอยู่บ้านและลดการสัมผัสใกล้ชิดกับคนอื่นในช่วงที่อาการชัดเป็นทางเลือกที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องอยู่ใกล้ผู้อื่น ควรคำนึงถึงการระบายอากาศและสุขอนามัยทางเดินหายใจร่วมด้วย
หวัด ไข้หวัดใหญ่ และ COVID-19 มีอาการคล้ายกันได้
คำว่า “เป็นหวัดตอนอากาศเปลี่ยน” บางครั้งอาจทำให้มองข้ามโรคทางเดินหายใจชนิดอื่น เพราะไข้หวัดใหญ่ COVID-19 และ RSV สามารถทำให้มีอาการคล้ายหวัด เช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูก อ่อนเพลีย หรือมีไข้ CDC ระบุว่าอาการเพียงอย่างเดียวอาจแยกโรคบางชนิดออกจากกันได้ยาก และผู้ที่มีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงควรพิจารณาตรวจเมื่อสงสัยไข้หวัดใหญ่หรือ COVID-19 เนื่องจากการดูแลบางประเภทมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มหลังมีอาการ
โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง ผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หรือผู้ที่อาการค่อนข้างมาก ไม่ควรรอจนหลายวันผ่านไปเพียงเพราะคิดว่าเป็นหวัดจากอากาศ หากมีความเสี่ยงหรือไม่แน่ใจ การติดต่อแพทย์หรือสถานพยาบาลตั้งแต่ช่วงต้นจะช่วยให้ประเมินได้เหมาะสมกว่า
เป็นหวัดตอนอากาศเปลี่ยน ควรกินอาหารแบบไหน
โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องมีเมนูพิเศษสำหรับไข้หวัด หากยังรับประทานได้ ควรเลือกอาหารตามปกติที่ได้สารอาหารหลากหลายและเหมาะกับความอยากอาหารของตนเอง ช่วงที่เจ็บคออาจเลือกรับประทานอาหารเนื้อนุ่มและกลืนง่าย เช่น ข้าวต้ม ซุป ไข่ หรืออาหารอุ่นในระดับที่ไม่ทำให้คอระคาย การรับประทานอาหารได้น้อยในช่วงสั้น ๆ อาจพบได้ แต่หากไม่สามารถรับประทานหรือดื่มได้จนเริ่มมีสัญญาณขาดน้ำควรได้รับการประเมิน
ไม่จำเป็นต้องรีบซื้อวิตามินหรืออาหารเสริมจำนวนมากเมื่ออากาศเปลี่ยนเพื่อหวังว่าจะไม่เป็นหวัด NHS ระบุว่าหลักฐานสำหรับอาหารเสริมอย่างวิตามินซี เอ็กไคนาเซีย หรือกระเทียมในการป้องกันหวัดหรือทำให้ดีขึ้นเร็วมีจำกัด การพักผ่อน ดูแลอาหาร ดื่มน้ำ และลดการสัมผัสเชื้อจึงเป็นพื้นฐานที่มีความสำคัญกว่า
เมื่อไรควรพบแพทย์ ไม่ควรรอดูว่าเป็นเพียงหวัดจากอากาศ
ไข้หวัดธรรมดาส่วนใหญ่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเอง แต่ควรได้รับการประเมินหากอาการไม่เป็นไปตามแนวโน้มดังกล่าว CDC แนะนำให้พบแพทย์เมื่อมีอาการหายใจลำบากหรือหายใจเร็ว มีภาวะขาดน้ำ ไข้นานเกิน 4 วัน อาการอยู่เกิน 10 วันโดยไม่ดีขึ้น หรืออาการอย่างไข้และไอเคยดีขึ้นแล้วกลับมาแย่ลง รวมถึงกรณีที่โรคประจำตัวกำเริบ
NHS ยังแนะนำให้ขอคำแนะนำทางการแพทย์หากมีไข้สูงต่อเนื่อง หายใจไม่สะดวก เจ็บหน้าอก อาการหวัดไม่ดีขึ้นหลังประมาณ 10 วัน หรือมีอาการไอนานเกิน 2 สัปดาห์ โดยผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต หรือมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรระมัดระวังมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบจำนวนวันหากมีอาการรุนแรงหรือรู้สึกกังวลมาก ควรขอคำแนะนำได้ก่อน
หากสนใจผลิตภัณฑ์สมุนไพรช่วงไม่สบาย ควรอ่านฉลากให้ครบก่อนใช้
เว็บไซต์ตราใบห่อมีเนื้อหาเกี่ยวกับการดูแลอาการไม่สบายและสมุนไพรไทยหลายกลุ่ม รวมถึงบทความเกี่ยวกับฟ้าทะลายโจร ไข้ ตัวร้อน และการอ่านฉลากยาสมุนไพร โดยเว็บไซต์เน้นว่าผลิตภัณฑ์ที่ชื่อใกล้เคียงกันอาจเป็นคนละรูปแบบ มีวิธีใช้ เลขทะเบียน และข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างกัน จึงควรตรวจชื่อผลิตภัณฑ์ รูปแบบยา ส่วนประกอบ สรรพคุณ วิธีใช้ และคำเตือนจากฉลากให้ครบก่อนใช้
ไม่ควรนำข้อมูลของสมุนไพรตัวใดตัวหนึ่งไปขยายเป็นสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ทั้งตำรับ และไม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์เพียงเพราะมีคำว่า “สมุนไพร” หรือเพราะเคยใช้ผลิตภัณฑ์ชื่อคล้ายกันมาก่อน หากใช้ยาอื่นอยู่ มีโรคประจำตัว ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์เหมาะกับตนเองหรือไม่ ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
ใน มุมมองตามการแพทย์แผนไทย อาจมีการอธิบายการดูแลช่วงอากาศเปลี่ยนผ่านกรอบของธาตุและการปรับพฤติกรรมตามภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ควรแยกกรอบดังกล่าวออกจากการประเมินโรคทางเดินหายใจในปัจจุบัน หากมีไข้สูง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรืออาการผิดปกติอื่น ไม่ควรใช้แนวคิดเรื่องธาตุแทนการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
สรุป เป็นหวัดตอนอากาศเปลี่ยน ควรดูอาการมากกว่าโทษอากาศเพียงอย่างเดียว
การเป็นหวัดตอนอากาศเปลี่ยนไม่ได้หมายความว่าอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของไข้หวัด เพราะไข้หวัดธรรมดาเกิดจากไวรัสทางเดินหายใจ แต่การเปลี่ยนอุณหภูมิ ความชื้น สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมในช่วงนั้นอาจเกิดขึ้นพร้อมกับอาการทางจมูกหรือเพิ่มโอกาสที่เราจะสัมผัสเชื้อ นอกจากนี้ อากาศที่เปลี่ยนยังสามารถกระตุ้นอาการคัดจมูก น้ำมูก หรือจามจาก non-allergic rhinitis ในบางคนได้ จึงไม่ควรเรียกทุกอาการที่เกิดช่วงอากาศเปลี่ยนว่าเป็นหวัดเหมือนกันทั้งหมด
หากเริ่มมีอาการคล้ายหวัด ควรพักให้เหมาะสม ดื่มน้ำตามความต้องการของร่างกาย เลือกอาหารที่รับประทานง่าย ดูแลอาการจมูกและคออย่างไม่ซับซ้อน และลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนรอบตัว พร้อมติดตามแนวโน้มของอาการ ไม่จำเป็นต้องฝืนทำงานหรือออกกำลังกายหนัก และไม่ควรเริ่มยาปฏิชีวนะเองเพียงเพราะมีน้ำมูกหรืออากาศเปลี่ยน
หากมีอาการ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ขาดน้ำ ไข้นานหลายวัน อาการไม่ดีขึ้นหลังประมาณ 10 วัน ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง หรือมีโรคประจำตัวที่กำเริบ ควรพบแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ ส่วนผู้ที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรควรตรวจข้อมูลและใช้ตาม สรรพคุณ วิธีใช้ และคำเตือนบนฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นโดยตรง
สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ตามฉลาก และช่องทางจำหน่ายทาง LINE LINE ตราใบห่อ@trabaihor หากมีข้อสงสัยด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ โปรดอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาก่อนใช้
ติดตามข้อมูลจากตราใบห่อได้ทาง
Website : https://baihor.com/
Youtube :@baihorchanel2177
Facebook : Facebook ตราใบห่อBrandBaihor
Line : LINE ตราใบห่อ@trabaihor
แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
- ตราใบห่อ – ความรู้กับตราใบห่อ : https://baihor.com/articles/
- ตราใบห่อ – อ่านฉลากยาสมุนไพรอย่างไร : https://baihor.com/blog-herbal-medicine-label/
- CDC – About Common Cold : https://www.cdc.gov/common-cold/about/
- CDC – Manage Common Cold : https://www.cdc.gov/common-cold/treatment/index.html
- NHS – Common cold : https://www.nhs.uk/conditions/common-cold/
- NHS – Non-allergic rhinitis : https://www.nhs.uk/conditions/non-allergic-rhinitis/
เขียนโดย: ทีมบรรณาธิการตราใบห่อ
บทความแนะนำ

