กล้ามเนื้อตึงหลังออกกำลังกาย ดูแลเบื้องต้นอย่างไรให้สบายขึ้น
หลังออกกำลังกาย หลายคนอาจรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบริเวณขา น่อง ต้นขา หลัง ไหล่ หรือแขนมีอาการตึง เมื่อย หรือขยับได้ไม่คล่องเท่าปกติ โดยเฉพาะหลังเพิ่มความหนักของการออกกำลังกาย วิ่งไกลกว่าที่เคย เล่นกีฬานานขึ้น หรือกลับมาออกกำลังกายหลังหยุดไปช่วงหนึ่ง สิ่งสำคัญคือควรสังเกตว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความตึงหรือเมื่อยหลังใช้งาน หรือมีลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ เช่น ปวดมาก บวม ช้ำ ขยับไม่ได้ หรือลงน้ำหนักไม่ได้ หากเป็นเพียงอาการตึงหรือเมื่อยระดับไม่มาก การดูแลเบื้องต้นสามารถเริ่มจากลดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ พักจากการออกกำลังกายหนัก และค่อย ๆ กลับไปเคลื่อนไหวเมื่ออาการดีขึ้น
กล้ามเนื้อตึงหลังออกกำลังกายเกิดขึ้นได้อย่างไร
ความตึงหรือเมื่อยสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อกล้ามเนื้อต้องทำงานมากกว่าระดับที่ร่างกายคุ้นเคย เช่น เพิ่มน้ำหนักในการยกเวท เพิ่มจำนวนครั้ง วิ่งระยะทางมากขึ้น หรือใช้กล้ามเนื้อชุดเดิมต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาการลักษณะนี้แตกต่างจากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังบิดตัว ล้ม กระแทก หรือเคลื่อนไหวผิดจังหวะ
เพิ่มความหนักเร็วเกินไป
หากเพิ่มน้ำหนัก จำนวนครั้ง ระยะทาง หรือระยะเวลาการออกกำลังกายมากเกินไปในช่วงสั้น ๆ กล้ามเนื้ออาจรู้สึกล้า ตึง หรือเมื่อยได้ เมื่อมีอาการ ควรลดระดับกิจกรรมลงก่อน แทนที่จะพยายามฝึกหนักต่อเพียงเพราะต้องการให้ร่างกาย “ชิน”
เคลื่อนไหวผิดจังหวะ
หากมีอาการปวดเกิดขึ้นทันทีหลังบิดตัว ก้าวพลาด ลื่นล้ม หรือได้รับแรงกระแทก ควรสังเกตอาการให้ละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีบวม ช้ำ ปวดมาก หรือใช้งานบริเวณนั้นได้ลำบาก เพราะอาจแตกต่างจากความเมื่อยหลังออกกำลังกายทั่วไป

กล้ามเนื้อตึงแบบไหนที่อาจดูแลเบื้องต้นได้
หากอาการอยู่ในระดับไม่มาก ยังสามารถเดินหรือขยับบริเวณนั้นได้ ไม่มีบวมมาก ไม่มีชา ไม่มีอ่อนแรง และไม่มีความผิดปกติอื่น อาจเริ่มดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ แนวทางหลักคือพักจากกิจกรรมที่ทำให้อาการมากขึ้น และไม่เร่งกลับไปใช้งานหนักทันที
ไม่จำเป็นต้องฝืนตามโปรแกรมเดิม
หากกำหนดไว้ว่าวันนั้นต้องวิ่ง เวท หรือเล่นกีฬา แต่การทำกิจกรรมนั้นทำให้ปวดเพิ่ม ควรลดความหนักหรือพักกิจกรรมนั้นก่อน การพักชั่วคราวช่วยลดการใช้งานซ้ำบริเวณที่กำลังมีอาการ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดเคลื่อนไหวทุกอย่างหากยังสามารถทำกิจวัตรเบา ๆ ได้
ควรพักอย่างไรเมื่อกล้ามเนื้อตึง
คำว่า “พัก” ไม่ได้หมายความว่าต้องนอนนิ่งตลอดทั้งวัน หากไม่มีอาการบาดเจ็บรุนแรง สามารถทำกิจวัตรทั่วไปได้เท่าที่ไม่ทำให้อาการเพิ่มขึ้น แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้บริเวณนั้นต้องรับแรงมาก
พักเฉพาะกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
ตัวอย่างเช่น หากเดินได้โดยไม่เจ็บ แต่การวิ่งทำให้ปวด ก็ควรพักการวิ่งก่อน หากยกแขนได้ตามปกติ แต่การยกน้ำหนักเหนือศีรษะทำให้อาการเพิ่มขึ้น ควรลดหรืองดกิจกรรมนั้นชั่วคราว แนวทางนี้ช่วยให้ร่างกายยังคงเคลื่อนไหวได้โดยไม่ฝืนบริเวณที่มีอาการ
หลังออกกำลังกายสามารถยืดกล้ามเนื้อได้หรือไม่
หากเป็นเพียงความตึงเล็กน้อย ไม่มีอาการปวดแหลม บวมมาก หรือสงสัยการบาดเจ็บ สามารถลองขยับหรือยืดเบา ๆ ตามความเหมาะสม สิ่งสำคัญคือไม่ควรฝืนยืดจนเกิดความเจ็บ
ยืดในระดับที่รู้สึกตึงแต่ไม่เจ็บ
ไม่จำเป็นต้องกด ดึง หรือยืดให้สุดระยะ หากเริ่มมีอาการเจ็บแหลม เจ็บจี๊ด หรืออาการมากขึ้น ควรหยุดและพักบริเวณนั้น การยืดควรมองเป็นการกลับมาเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่วิธีที่ใช้กับการบาดเจ็บทุกประเภท
ควรนวดบริเวณที่กล้ามเนื้อตึงหรือไม่
หากเป็นเพียงความเมื่อยหรือตึงจากการใช้งาน และไม่มีบวม ช้ำ หรืออาการปวดเฉียบพลัน บางคนอาจเลือกนวดเบา ๆ เพื่อความรู้สึกสบาย ไม่ควรนวดแรงจนเกิดความเจ็บ
หากเพิ่งบาดเจ็บ ไม่ควรรีบนวดแรง
ในกรณีที่อาการเกิดหลังการล้ม บิด กระแทก หรือมีบวมและช้ำชัดเจน ควรระมัดระวังมากขึ้น ไม่ควรใช้แนวคิดว่า “ยิ่งนวดเจ็บยิ่งดี” เพราะความเจ็บระหว่างนวดไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับอาการนั้น หากนวดแล้วปวดมากขึ้นหรือบวมเพิ่ม ควรหยุด
ประคบเย็นเหมาะกับอาการแบบไหน
หากอาการเกิดจากการบาดเจ็บใหม่และมีปวดหรือบวม ความเย็นอาจเป็นหนึ่งในวิธีดูแลเบื้องต้นในช่วงแรก ควรแยกกรณีนี้ออกจากความตึงหรือเมื่อยจากการใช้งานทั่วไป เพราะไม่ใช่ว่าทุกครั้งหลังออกกำลังกายจำเป็นต้องใช้ความเย็น
ไม่ควรวางของเย็นจัดบนผิวโดยตรง
หากใช้ cold pack หรือสิ่งเย็น ควรมีผ้าหรือวัสดุกั้นระหว่างผิวกับสิ่งที่เย็นจัด ไม่ควรประคบโดยให้ความเย็นสัมผัสผิวโดยตรงเป็นเวลานาน
แล้วความอุ่นเหมาะกับอาการแบบไหน
หากเป็นเพียงความตึงจากการใช้งาน ไม่มีบวม แดง ร้อน หรือการบาดเจ็บใหม่ บางคนอาจรู้สึกสบายจากการอาบน้ำอุ่นหรือใช้ความอุ่นในช่วงสั้น ๆ อย่างไรก็ตาม หากเพิ่งเกิดอุบัติเหตุและมีบวม ไม่ควรนำวิธีดูแลความตึงทั่วไปมาใช้แทนการประเมินอาการบาดเจ็บ
เลือกตามลักษณะอาการ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “ร้อนหรือเย็นแบบไหนดีกว่า” แต่ควรดูว่าอาการเกิดขึ้นจากอะไร หากเป็นความตึงเล็กน้อยหลังใช้งาน อาจเน้นพักและค่อย ๆ เคลื่อนไหว ส่วนอาการปวดบวมจากการบาดเจ็บควรดูแลต่างออกไป
การนอนและพักผ่อนมีส่วนอย่างไร
หลังออกกำลังกาย ร่างกายควรมีช่วงพักจากกิจกรรมหนัก โดยเฉพาะบริเวณที่ยังรู้สึกตึงหรือเมื่อยชัดเจนไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนชั่วโมงนอนเพิ่มแบบตายตัว แต่ควรจัดเวลาให้ได้พักอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการฝึกหนักบริเวณเดิมต่อเนื่องทั้งที่อาการยังไม่ดีขึ้น
ควรกลับไปออกกำลังกายเมื่อไร
ไม่ควรดูจากจำนวนวันที่พักเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าการเคลื่อนไหวพื้นฐานดีขึ้นหรือไม่ และกิจกรรมที่กำลังจะกลับไปทำทำให้อาการเพิ่มขึ้นหรือไม่
เริ่มจากระดับเบากว่าเดิม
เมื่ออาการลดลงและขยับได้สบายขึ้น อาจกลับมาเริ่มจากระดับที่เบากว่าเดิม เช่น ลดน้ำหนักที่ยก ลดจำนวนครั้ง ลดระยะทาง หรือใช้เวลาออกกำลังกายสั้นลง จากนั้นจึงสังเกตว่าร่างกายตอบสนองอย่างไร
หากกลับมาแล้วปวดมากขึ้น ควรลดระดับ
การกลับไปออกกำลังกายไม่ควรเป็นการทดสอบว่า “ทนเจ็บได้แค่ไหน” หากกิจกรรมทำให้อาการปวดเพิ่มอย่างเห็นได้ชัด ควรลดระดับหรือหยุดและประเมินอาการใหม่
ป้องกันกล้ามเนื้อตึงครั้งต่อไปอย่างไร
ไม่สามารถป้องกันอาการตึงหรือการบาดเจ็บได้ทั้งหมด แต่สามารถลดการเปลี่ยนภาระต่อกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วเกินไปได้
ค่อย ๆ เพิ่มความหนัก
แทนที่จะเพิ่มน้ำหนัก ระยะทาง จำนวนครั้ง และระยะเวลาพร้อมกัน อาจค่อย ๆ ปรับทีละส่วน การเพิ่มระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปช่วยให้สามารถสังเกตได้ว่าร่างกายตอบสนองต่อการฝึกอย่างไร
เตรียมร่างกายก่อนกิจกรรมหนัก
การวอร์มอัปและเริ่มจากระดับเบาก่อนกิจกรรมจริงเป็นอีกแนวทางที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากหรือมีการเคลื่อนไหวเร็ว
อาการแบบไหนควรหยุดออกกำลังกายและพบแพทย์
ความตึงหรือเมื่อยเล็กน้อยแตกต่างจากอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บรุนแรง หากมีอาการต่อไปนี้ ไม่ควรฝืนออกกำลังกายต่อ
ปวดมากหรือปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
หากอาการปวดรุนแรงหรือเพิ่มขึ้นแทนที่จะค่อย ๆ ลด ควรหยุดกิจกรรมและประเมินเพิ่มเติม
บวมและช้ำมาก
อาการบวมและช้ำที่ชัดเจนหลังอุบัติเหตุควรได้รับการพิจารณาเป็นการบาดเจ็บมากกว่าความเมื่อยธรรมดา
ลงน้ำหนักหรือขยับไม่ได้
หากเป็นบริเวณขาหรือข้อเท้าแล้วไม่สามารถลงน้ำหนักได้ หรือบริเวณแขนและไหล่ขยับไม่ได้ตามปกติหลังเกิดเหตุ ควรได้รับการประเมิน
มีชา หรืออ่อนแรง
อาการชา อ่อนแรง หรือความรู้สึกผิดปกติไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกล้ามเนื้อตึง หากเกิดขึ้นหลังการบาดเจ็บหรือมีอาการรุนแรงร่วมด้วย ควรพบแพทย์
BH Herbal Spray เกี่ยวข้องกับการดูแลกล้ามเนื้ออย่างไร
เว็บไซต์ตราใบห่อมี BH Herbal Spray ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอก มีวิธีใช้โดยการพ่น ถู และนวดบริเวณที่มีอาการตามข้อมูลของผลิตภัณฑ์ เว็บไซต์ระบุส่วนประกอบ เช่น น้ำมันสกัดสมุนไพรที่มีส่วนผสมจากเถาเอ็นอ่อน เถาวัลย์เปรียง เกล็ดสะระแหน่ น้ำมันระกำ และน้ำมันยูคาลิปตัส และมีเลขทะเบียน G 565/66 ผลิตภัณฑ์มีข้อมูลสรรพคุณเกี่ยวกับอาการปวดเมื่อยตามที่ระบุไว้สำหรับผลิตภัณฑ์นั้น จึงควรใช้ตามฉลากและวิธีใช้ที่กำหนด
ผลิตภัณฑ์ใช้ภายนอกไม่แทนการประเมินอาการรุนแรง
หากมีเพียงอาการปวดเมื่อยระดับไม่มาก สามารถพิจารณาผลิตภัณฑ์ภายนอกตามข้อมูลของผลิตภัณฑ์ได้ แต่หากมีปวดมาก บวมมาก ขยับไม่ได้ ชา หรืออ่อนแรง ควรได้รับการประเมินก่อน ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ภายนอกเพียงอย่างเดียวเพื่อกลบอาการ
BH Cooling Active ใช้ในลักษณะใด
อีกผลิตภัณฑ์หนึ่งคือ BH Cooling Active ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ให้ความเย็นสำหรับใช้ภายนอก ข้อมูลผลิตภัณฑ์ระบุการใช้สำหรับปฐมพยาบาลเบื้องต้นในกรณี ปวด บวม เคล็ดขัดยอก และกล้ามเนื้อยึด พร้อมมีวิธีใช้เฉพาะของผลิตภัณฑ์
BH Cooling Active กับ BH Herbal Spray เป็นคนละผลิตภัณฑ์
แม้ทั้งสองรายการจะเกี่ยวข้องกับอาการของกล้ามเนื้อ แต่ไม่ควรนำข้อมูลหรือวิธีใช้ของผลิตภัณฑ์หนึ่งไปแทนอีกผลิตภัณฑ์ BH Cooling Active มีรูปแบบและข้อบ่งใช้ของตนเอง ขณะที่ BH Herbal Spray ก็มีข้อมูลผลิตภัณฑ์แยกต่างหาก
ก่อนใช้จึงควรตรวจชื่อผลิตภัณฑ์และอ่านฉลากให้ตรงกับรายการที่ถืออยู่
สรุป กล้ามเนื้อตึงหลังออกกำลังกายควรพัก สังเกต และค่อยกลับไปเคลื่อนไหว
หากมี กล้ามเนื้อตึงหลังออกกำลังกาย และเป็นอาการเล็กน้อย ไม่มีบวมมาก ไม่มีชา อ่อนแรง หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ สามารถเริ่มดูแลตัวเองด้วยการลดกิจกรรมที่ทำให้อาการเพิ่ม พักจากการออกกำลังกายหนัก และค่อย ๆ กลับมาเคลื่อนไหวหรือยืดเบา ๆ เมื่อรู้สึกดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องรีบกลับไปทำโปรแกรมเดิมทันที เมื่อกลับมาออกกำลังกายสามารถลดน้ำหนัก จำนวนครั้ง ระยะทาง หรือความเข้มข้นลงก่อน และสังเกตว่าอาการตอบสนองอย่างไร หากอาการเกิดหลังบิดผิดจังหวะ ล้ม กระแทก หรือมีปวดและบวมชัดเจน ควรแยกออกจากความตึงจากการใช้งานทั่วไป เพราะอาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บ
หากมี ปวดมาก บวมมาก ช้ำมาก ขยับไม่ได้ ลงน้ำหนักไม่ได้ ชา อ่อนแรง หรืออาการแย่ลง ควรหยุดกิจกรรมและพบแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
สำหรับผลิตภัณฑ์ภายนอก เช่น BH Herbal Spray และ BH Cooling Active ควรใช้ตามข้อมูลและวิธีใช้ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ไม่ควรนำสรรพคุณหรือวิธีใช้ของสองรายการมาใช้แทนกัน และผลิตภัณฑ์ภายนอกไม่ควรถูกใช้แทนการประเมินเมื่อมีอาการรุนแรง
สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ วิธีใช้ตามฉลาก และช่องทางจำหน่ายทาง LINE LINE ตราใบห่อ@trabaihor หากมีข้อสงสัยด้านสุขภาพควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือการรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ โปรดอ่านฉลากและเอกสารกำกับยาก่อนใช้
ติดตามข้อมูลจากตราใบห่อได้ทาง
Website : https://baihor.com/
Youtube :@baihorchanel2177
Facebook : Facebook ตราใบห่อBrandBaihor
Line : LINE ตราใบห่อ@trabaihor
แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
- บทความ BH Cooling Active กับการดูแลอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ: https://baihor.com/blog-bh-cooling-active-muscle-care/
- NHS – Sprains and strains: https://www.nhs.uk/conditions/sprains-and-strains/
- กองยา อย. – โฆษณายา: https://drug.fda.moph.go.th/drug-advertisement/
- กองยา อย. – การขออนุญาตโฆษณายา: https://drug.fda.moph.go.th/permission-to-advertise
เขียนโดย: ทีมบรรณาธิการตราใบห่อ
บทความแนะนำ

